Thursday, February 1, 2018

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ในบทบาท "หน่วยจัดการร่วมกับ สสส." ของจังหวัดมุกดาหาร

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร มีความพยายามที่จะเป็นองค์กรเพื่อการส่งเสริมบทบาทของภาคประชาสังคมและองค์กรประชาชน เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชน คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการจัดการตนเองอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้สำหรับประชาชน(จังหวัดมุกดาหาร)ในทุกกลุ่มวัย

ด้วยภาคีกิจดังกล่าว จึงได้เสนอตัวเพื่อเป็นภาคีการพัฒนาร่วมกับ สสส. ในฐานะ "หน่วยจัดการร่วม"(NODE)" และในที่สุดวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ได้รับคัดเลือกเพื่อดำเนินการกิจกรรมร่วมกับ สสส. ในปี ๒๕๖๑ ในฐานะหน่วยจัดการร่วม เพื่อดำเนินการโครงการขนาดเล็ก ภายใต้โครงการ มีภารกิจที่ต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
(๑) การค้นหาภาคีรายย่อยเพื่อขยายแนวร่วมการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ เป็นภารกิจเป็นการหาวิธีการค้นหาภาคีรายย่อย มีวิธีการหาช่องทาง การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การกำหนดเกณฑ์คัดเลือกโครงการ
(๒) การพัฒนาข้อเสนอโครงการ ซึ่งหมายถึงกระบวนการพัฒนาข้อเสนอโครงการร่วมกับภาคีรายย่อยโดยละเอียดว่ามีกระบวนการอย่างไร ใช้เครื่องมือในการพัฒนา บทบาทของหน่วยจัดการหรือพี่เลี้ยงมีวิธีการคิดหรือเก็บข้อมูล
(๓) การพัฒนาศักยภาพภาคีที่ได้รับทุนให้สามารถบริหารจัดการโครงการและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดำเนินการกำหนดวิธีการหรือกระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้รับทุน รวมทั้งผลที่เกิดจากการพัฒนาที่ได้รับจากหน่วยจัดการ เช่น เวทีปฐมนิเทศโครงการ เวทีติดตามความก้าวหน้าผลลัพธ์โครงการ การหนุนเสริมต่างๆ
(๔) การติดตามหนุนเสริมการดำเนินงานโครงการ
(๕) การถอดบทเรียนการดำเนินงาน
(๖) การประชุมคณะทำงาน



Thursday, January 11, 2018

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร กับบทบาทการเป็นหน่วยจัดการย่อยร่วมกับ สสส. ในระดับพื้นที่ (NODE)

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชน ได้มีความพยายามที่จะดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ของสถาบันการศึกษา ที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับชุมชนให้มากที่สุด เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน กระกระบวนการการทำหน้าที่ ประสาน เชื่อมโยงให้เกิดการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนไปสู่ชุมชน

การทำหน้าที่เป็น "หน่วยจัดการร่วม สสส.จังหวัดมุกดาหาร" ของวิทยาลัยุมชนมุกดาหาร ได้ดำเนินการตามแนวทางที่ สสส. กำหนด จากการประกาศรับสมัครการสนับสนุนทุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพขนาดเล็กของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักกอลทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงาน/องค์กรของชุมชนต่างๆ ได้รับการสนับสนุนทุนเพื่อดำเนินการ ภายใต้โครงการสร้างเสริมสุขภาพขนาดเล็ก จำนวน ๓๐ พื้นที่ กิจกรรม ๖ เมนู ได้แก่

    (๑) โครงการลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานบุญ งานประเพณี (จุดเน้น เพื่อให้ชุมชนเกิดข้อตกลงร่วมในการกำหนดประเภทงานบุญ งานประเพณีปลอดแอลกอฮอล์)
    (๒) โครงการ การจัดการขยะ (จุดเน้น ครัวเรือนมีการคัดแยกขยะและใช้ประโยชน์จากขยะ)
    (๓) โครงการส่งเสริมการบริโภค ผัก ผลไม้เพื่อสุขภาพในโรงเรียน (จุดเน้น แม่ครัวมีการปรับพฤติกรรมโดยการปรุงอาหารกลางวันตามรายการที่มีการกำหนดไว้ทุกมื้อ)
    (๔) โครงการ การผลิตและบริโภคผักปลอดสารเคมีในครัวเรือน (จุดเน้น ครัวเรือนมรการปลูกผักเพื่อบริโภคโดยไม่ใช้สารเคมี)
   (๕) โครงการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน (จุดเน้น การสนับสนุนให้ชมรมผู้สูงอายุในระดับหมู่บ้านหรือชุมชนมีศักยภาพและคามเข้มแข็ง ในการเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทสนัสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุ)
   (๖) โครงการ การจัดการจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในชุมชน (จุดเน้น กระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขจุดเสี่ยงของสมาชิกในชุมชน และปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมในการแก้ไขจุดเสี่ยงและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับจุดเสี่ยงที่ชุมชนจะแก้ไข)

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ทำหน้าที่ NODE โดยบทบาทที่ำคัญ คือ การเชิญชนพื้นที่ต่างๆเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก สสส. การกำกับดูแล สนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการ การติดตาม รายงานผลการดำเนินงาน หรือกล่าว่า ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานโครงการขนาดเล็ก ที่จะขอรับการสนัสนุนจาก สสส. ตามแนวทางที่ สสส. กำหนด ตลอดจนกรพัฒนาศักยภาพพื้นที่ที่เข้าร่มโครงการ การสร้างทีมและเครือข่ายการทำงานของภาคีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจังหวัดมุกดาหาร ที่พื้นที่/ชุมชนต่างๆ ที่ได้ขอรับทุนจาก สสส. มีจำนวน ๓๐ พื้นที่ ในทุกอำเภอ และทุกเมนู

บทาทที่สำคัญ ในฐานะ NODE ที่วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ต้องดำเนินการ คือ
    (๑) การค้นหาภาคีรายย่อยขยายแนวร่วมการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ
    (๒) การพัฒนาข้อเสนอโครงการ
    (๓) การพัฒนาศักยภาพภาคีที่ได้รับทุนให้สามารถบริหารจัดการโครงการและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนและเป้าหมายที่กำหนดไว้
    (๔) การติดตามหนุนเสริมการดำเนินงานโครงการ
    (๕) การถอดบทเรียนการดำเนินงาน
    (๖) การประชุมคณะทำงาน

ในช่วงวันที่ ๑๐-๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ในฐานะ NODE จังหวัดมุกดาหาร ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการแต่ละโครงการ ทั้ง ๓๐ พื้นที่ ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ คือ การออกแบบเก็บข้อมูลตัวชี้วัด การสะท้องผลลัพธ์โครงการ ทั้ง ๓๐ พื้นที่ โดยได้เชิญคณะทำงาน/ตัวแทนแต่ละพื้นที่ เข้ามาร่วมนำเสนอ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เป็นเวลา ๒ วัน

การออกแบบวงสะท้อนผลลัพธ์ ที่ได้ดำเนินการ มุ่งหวังที่จะให้มีการสังเคราะห์ผลลัพธ์โดยเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงก่อน-หลัง แล้ว มีการคืนข้อมูลเป็นระยะๆหรือการจัดประชุมเพื่อสะท้อนผลลัพธ์เพื่อให้รู้ว่าควรจะปรับแผนหรือเดินหน้าอย่างไร ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ มีหลักการที่ดำเนินการ คือ
(๑) คุยเรื่องผลลัพธ์เป็นหลัก
(๒) ใช้ข้อมูลยืนยัน
(๓) ทำอย่างมีส่วนร่วม
(๔) ทำให้เป็นการเรียนรู้
(๕) ทำหลายรอบ

การดำเนินงานโครงการ ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย
(๑) กิจกรรมตามโครงการ
(๒) ผลลัพธ์
(๓) ตัวชี้วัด
ทั้งสามอย่าง เป็นกรอบการดำเนินงานที่มีความสัมพันธ์กันและกำหนดไว้อย่างชัดเจน สามารถเป็นกรอบการดำเนินงานได้อย่างสะดวก ทั้งคณะทำงาน และใช้ในการติดตาม รายงานผลการดำเนินงาน

บทาทของหน่วยจัดการ "การสะท้องผล"(วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร) เป็นการสะท้องผลระดับโครงการย่อย และระดับหน่วยจัดการ ซึ่งต้องเตรียมการดังนี้
(๑) ศึกษาผลลัพธ์ที่ต้องการจาก "บันไดผลลัพธ์"
(๒) เตรียมทีม/ประเมินความเข้าใจของทีม
(๓) ซักซ้อม/ทำความเข้าใจโจทย์ผลลัพธ์
(๔) วางแผนลงพื้นที่ (แผนเก็บข้อมูล)
(๕) ติดตาม/ให้คำปรึกษา
(๖) สรุปบทเรียน

ในช่วงเวลา ๒ วันของการจัดเวทีแลกเปลี่ยนรู้พื้นที่ต่างๆที่ดำเนินการโครงการย่อย พบประเด็นที่น่าสนใจในการดำเนินงานโครงการ ...
(๑) แกนนำที่มีความสามารถในการนำเสนอ/มีจิตอาสา/แนวคิดใหม่ในการพัฒนา
(๒) รูปแบบการดำเนินการที่หลากหลาย(นอกเหนือจากการกำหนดไว้ในโครงการ)
(๓) เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่เฉพาะประเด็นของโครงการย่อย มีประเด็นที่เป็นความสนใจร่วม
(๔) เกิดกิจกรรมการขยายผลมากกว่าที่กำหนดไว้ใน "ันได้ผลลัพธ์" ตัวอย่างรูป การขยายผลสู่การสร้างรายได้ที่มากขึ้น การขยายเครือข่ายการดำเนินงานในระดับชุมชน เป็นต้น
(๕) การปรับทิศทางการขยายผลในอนาคต
(๖) มีต้นแบบการพัฒนาที่สามารถเป็นตัวอย่าง/ข้อสรุปในการดำเนินกิจกรรมการขยายผลในอนาคต

วิทยาลัยชุมชน ในฐานะ NODE ที่ได้ทำหน้าที่ตามบทบาท และข้อมูลที่เกิดจากเวทีแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ก่อให้แนวคิดในอนาคต ได้หลายประการ ได้แก่
(๑) การพัฒนาและการขยายเครือข่ายในแต่ละประเด็น ให้กว้างมากขึ้น ในการลักษระของการทำงานเชิงบูรณาการในอนาคต
(๒) การสร้างความยั่งยืนของแต่ละเมนู จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายการดำเนินงานในแต่ละประเด็น
(๓) การเปิดเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนที่มีความหลากหลายมากขึ้น

การทำหน้าที่ของวิทยาลัยชุมชนในฐานะสถาบันการศึกษาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ภายใต้การเป็นหน่วยจัดการร่วม สสส.จังหวัดมุกดาหาร สะท้องบทบาทที่เป็นจริงของการเป็น "แหล่งวิชการเพื่อชุมชน" ที่ประโยชน์โดยตรงต่อชุมชน

Tuesday, January 9, 2018

เส็งกลองจิ่ง...วิถีพื้นบ้าน ที่ควรค่าแก่การสืบทอดและเรียนรู้

"กลองจิ่ง"


"กลอง" เป็นวัฒนธรรมของชุมชนพื้นบ้าน ที่ใช้ในหลายวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่ที่เห็นชัดเจนและเข้าใจกันโดยทั่วไป คือ กลองเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ตีแล้วให้เสียงดัง และเป็นการนำเสียงของกลองมาใช้เพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันของชุมชน จึงได้พบว่า กลองได้ถูกใช้เป็นสัญญาณบอกเหตุส่งข่าวเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ตีสั้นตียาวเหมือนสัญญาณนกหวีดหรือสัญญาณควัน การแข่งจะแข่งความดังและส่งสัญญาณได้ดีกว่า ภาคอีสานเรียกว่าการเส็งกลอง (ข้อมูลเพิ่มเติมอิื่นๆ) 

การเส็งกลองจิ่ง เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารในหลายพื้นที่ เกือบทุกอำเภอ ที่มีการถือปฏิบัติมาอย่างยาวนาน จนถือไ้ว่าเป็นวิถีวัฒนธรรมชุมชน สำหรับกลองกิ่ง หรือกลองจิ่ง ตามคำบอกเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา แหล่งกำเนิดเริ่มต้นเดิมนั้น เกิดขึ้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คือ เมืองอัตปือ เมืองพวน เมืองสาละวัน สำหรับจังหวัดมุกดาหาร มีราษฎรส่วนใหญ่ในอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เป็นชาวไทย เผ่ากะเลิง ซึ่งได้อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง โดยมีราชบุตรโคตร นำพาราษฎรมาตั้งถิ่นฐานชื่อว่า หัวดอนตาล (เกาะดอนตาล) และปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และตั้งชื่อชุมชนว่า บ้านหัวดอนตาล ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น บ้านดอนตาล วัฒนธรรมการแข่งขันกลองกิ่ง จึงได้นำมาแพร่หลายในอำเภอดอนตาล (ตามคำบอกเล่าของนายเฮือง จันทพันธ์ อายุ 85 ปี ให้ข้อมูลเมื่อปี 2550)
ในปี ๒๕๖๑ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ได้ดำเนินการโครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ภายใต้้กิจกรรม "สืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า" โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การเผยแพร่และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของภูมิปัญญาของชุมชน ผ่านการจัดการแข่งขันกลองจิ่งขึ้นในงานกาชาดและงานของดีจังหวัดมุกดาหาร ประจำปี ๒๕๖๑ โดยมีคุณตาสุริจิตต์  จันทรสาขา ประธานสภาวัฒนธรรมของจังหวัดมุกดาหาร ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ...
ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ได้ให้ข้อมูลถึงความเป็นมาของ "กลอง" ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชุมชน และความเป็นมาของการเส็งกลองในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีหลักการสำคัญของการแข่งขัน คือ ความดังของเสียงกลอง(ความนุ่มนวล จังหวะการตี) การแต่งกาย ท่าท่างประกอบการตี เป็นต้น) และประการสำคัญคือ การเส็งกลองจิ่งของจังหวัดมุกดาหาร มีเพียงจังหวัดเดียวที่มีการแข่งขันจนถึงปัจจุบันนี้ ถือได้ว่า เป็นวิถีวัฒนธรรมที่ยังคงมีการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จังหวัดโดยสภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ได้เสนอให้กิจกรรมการ "เส็งกลองจิ่ง" เป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" ของจังหวัดมุกดาหาร     


จาการดำเนินงานตามโครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร การศึกษาบริบทของชุมชนก่อนการดำเนินงานโครงการในแต่ละปี และที่ผ่านมาทำให้ได้พบว่า ในหลายพื้นที่ มีประเพณีที่เรียกกันว่า "เส็งกลอง" โดยเฉพาะ "กลองจิ่ง" มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนเป็นประเพณีของชุมชน มีเอกลักษณ์ มีคุณค่าทางสังคม จากข้อมูลดังกล่าว บุคลากรขอ
ิวทยาลัยชุมชนผูรับผิดชอบโครงการ (อ.มยุรา  คำปาน) จึงได้จัดให้มีการศึกษา ถอดบทเรียน ในพื้นที่ต่างๆหลายพื้นที่ เพื่อเป็นการรวบรวม จัดระบบ พัฒนา เผยแพร่ และจะนำไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านี้แก่คนทั่วไปต่อไป ซึ่งหมายถึงกระบวนการ "จัดการความรู้" ของชุมชน ผ่านกิจกรรมการจัดแข่งขันการเส็งกลองจิ่งในงานกาชาดและงานของดีของจังหวัดมุกดาหาร ในปี ๒๕๖๑

ในการจัดกิจกรรมการแข่งขันเส็งกลองจิ่งในครั้งนี้ มีหมู่บ้านที่เข้าร่วม รวมจำนวน ๗ ทีม ได้แก่
(๑) บ้านห้วยลำโมง ตำบลคำบก อำเภอคำชะอี
(๒) ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี (จำนวน ๔ หมู่บ้าน
(๓) บ้านนาม่วง ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล
(๔) บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมือง

การจัดการแข่งขันก็ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ชุมชนเคยปฏิบัติกันมา เช่น เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน รูปแบบการแข่งขัน โดยกรรมการการแข่งขันประกอบด้วย คุณตาสุรจิตต์  จันทรสาขา ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ตัวแทนชุมชนที่เข้าร่วมแข่งขัน และอาจารย์จากวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร

ผลจกาการแข่งขัน เป็นข้อค้นพบประการหนึ่งพบว่า
(๑) กลองจิ่ง เป็นทุนทางวัฒนธรรมของชนเผ่าจังหวัดมุกดาหาร ที่ไม่จำเพาะว่าเป็นชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง แต่เป็นวัฒนธรรมหรือทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในทุกชนเผ่าที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดมุกดาหารตั้งแต่อดีต
(๒) การเส็งกลองจิ่ง เป็นการแข่งขันของชุมชน เพื่อสะท้อนถึงการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในชุมชน
(๓) การเส็งกลอง เพื่อต้องการแสดงศักยภาพของคนในชุมชนของตนเอง
(๔) การเส็งกลอง มีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง (ผู้เข้าแข่งขัน ส่วนหนึ่งเป๋นเยาวชนในชุมชน)
(๕) แกนนำชุมชนเป็นตัวแบบให้แก่คนรุ่นหลังได้ในการสืบสานวัฒนธรรม
(๖) หน่วยงาน/องค์กรส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสร้างเวทีการแสดงให้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้ง
(๗) ควรมีการยกย่องเชิดชูวัฒนธรรมชุมชนที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ให้มีความเด่นชัดมากขึ้น



วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ควรดำเนินการในเรื่องทุนวัฒนธรรมของชุมชนในเขตจังหวัดมุกดาหาร อย่างต่อเนื่องในหลายๆประเภท โดยผ่านกระบวนการ "จัดการความรู้" โดยส่งเสริมให้บุคลากรของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบของการจัดการโครงการ แล้วนำสู่การบูรณาการสู่การจัดการเรียนการสอนอในทุกหลักสูตร ไม่ว่า จะเป็นหลักสูตรอนุปริญญา หลักสูตรฝึกอบรม และการบริการวิชาการ ด้วยวิธีการวิจัยเป็นหลัก เพื่อทำหน้าที่สถาบันการศึกษาเพื่อการบริการชุมชนอย่างหลากหลายรูปแบบ บนพื้นฐานของปัญหาและความต้องการของชุมชน ให้สมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร คือ "แหล่งวิชาการเพื่อชุมชน"อย่างแท้จริง


Thursday, December 21, 2017

โรงเรียน "โฮมสุข" ผู้สูงอายุ ตำบลผึ่งแดดq

เวทีผู้สูงอายุตำบลผึ่งแดด จำนวน 13 หมู่บ้านเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๐ นำมาสู่การเตรียมการจัดตั้งและเปิดโรงเรียนผู้สูงอายุ ในนาม "โรงเรียน โฮมสุข ผู้สูงอายุ ตำบลผึ่งแดด" เป็นบทสรุปของการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุของตำบลผึ่งแดด ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้วยกระบวนการทำงานของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ภายใต้โครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน กิจกรรม การจัดการความรู้เพื่อการดูแลผูสูงอายุ


นับเป็นเวทีครั้งที่สามแล้วที่วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ร่วมกับเทศบาลตำบลผึ่งแดด แกนนำชุมชน และโดยเฉพาะบุคคลากรของเทศบาลตำบลผึ่งแดด ที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามที่จะเกิดการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ให้เกิดขึ้นให้ได้

กระบวนการที่สำคัญคือ
๑. การสร้างความเข้าใจถึงเป้าหมายการดำเนินการระหว่างผู้เกี่ยวข้อง อันได้แก่ แกนนำผู้สูงอายุ บุคลากรของเทศบาล บุคลาการของวิทยาลัยชุมชน และภาคีที่เกี่ยวข้องที่สำคัญได้แก่ พมจ. รพ.สต. เป็นต้น เป็นกระบวนการสำคัญที่แต่ละภาคส่วนนำเสนอบทบาทหน้าที่และปัจจัยสนับสนุนแก่ชุมชน เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุน โน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมาย(ผู้สูงอายุ) เห็นความสำคัญและตระหนักถึงความจำเป็น และสุดท้ายเป็นปัจจัยการตัดสินใจเพื่อร่วมดำเนินกิจกรรม


๒. ค้นหาแกนนำ ในการดำเนินการในแต่ละพื้นที่ สิ่งที่จำเป็นสูงสุด ที่นำมาซึ่งความยั่งยืน และการจัดการตนเอง เพื่อการพึ่งตนเองของชุมชน คือ การค้นหาแกนนำ ที่จะเป็นกลไกเบื้องต้นเพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินการกิจกรรม แกนนำจะเป็นปัจจัยเบื้องต้น เป็นพลังตัวนำเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในพื้นที่ตำบลผึ่งแดด แกนนำคนสำคัญ แกนนำของกลุ่มเป้าหมาย(ผู้สูงอายุ) เป็นข้าราชการครูที่เกษียณอายุมาแล้ว แต่มีจิตอาสา อยากเห็นการพัฒนาเพื่อการดูแลผู้สุงอายุ (อาจารย์นริศรา มาลาดวง) นอกจากนั้น แต่ละหมู่บ้านทั้ง ๑๓ หมู่บ้าน ก็มีแกนนำในแต่ละหมู่บ้าน

๓. การค้นหาทุนที่มีคัณค่าของชุมชน/คุณค่าในตัวของผู้สูงอายุ เป็นกระบวนการที่สำคัญ ที่จะมาซึ่งขอมูลที่ชุมชนมุกมองข้าม เพรานสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว จนไม่นึกว่าจะมีความสำคัญ เป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ตนเองและชุมชนของตนเองในภาพที่กว้างขึ้น คือการได้รับทราบข้อมูลในระดับตำบล เพื่อนผู้ร่วมกิขกรรมจากบ้านอื่นๆ ก็จะเกิดมุมมองที่กว้างมากขึ้น จากการนำนพลังที่เด่นชัดมากขึ้น จนมำไปสู่การตระหนักถึงการรวมตัวกัน เป็นกระบวนการที่ผู้ดำเนินการจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้ชุมชน/กลุ่มเป้าหมายมีเวลาในการสะท้องออกม่ด้วยตัวเอง ไม่ชี้นำ แกนนำ/ผู้ร่วมดำเนินการ ทำหน้าที่เพียง "ผู้อำนวยความสะดวก" ที่จะก่อให้เกิดการออกความเห็นหรือการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา


ผู้สูงอายุ ด้วยประสบการณ์ที่ชีวิตที่ผ่านมาอย่างยาวนาน แต่ละคนก็จะมีความรู้ทักษะสำหรับการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว เป็นช่วงเวลาของการแสดงออกมาให้บุคคลได้รู้ ได้เห็นและรับรู้ ซึ่งจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ และเกิดการมีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ และประการสำคัญ ในท้ายที่สุด แต่ละคนก็จะพบว่าตนเองก็มีความสำคัญสำหรับคนอื่นๆเพื่อการทำงานร่วมกันแบบมีส่วนร่วม



๔. การสร้างกลไกการทำงาน คือ การกำหนดเครื่องมือในการทำงาน กลไกเพื่อการขับเคลื่อนที่มีความชัดเจน และเกิดจาการการมีส่วนร่วม และความเห็นพ้องต้องกันของคนส่วยใหญ่




กลไกสำหรับการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ มีสิ่งที่จะต้องเป็นมติร่วมของผูสูงอายุ คือ การมีส่วนร่วมในการกำหนดการดำเนินการของโรงเรัยน ตั้งแต่การตั้งชื่อโรงรียน การคัดเลือก/แต่งตั้งผู้บริหาร (ผู้อำนวยการโรงเรัยน) การกำหนดเวลาเรียน สถานที่เรียน การแต่งกาย การกำหนดกิกจรรมการเรียน

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจประการหนึ่ง สำหรับโรงเรียนผู้สูงอายุตำบลผึ่งแดด โดนเฉพาะสถานที่เรียน ที่จะเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันในแต่ละครั้ง มติที่ประชุมของผู้สูงอายุ เห็นพ้องต้องกันว่า จะใช้ "วัด" เป็นสถานที่เรียน และเป็นวัดของแต่ละหมู่บ้าน ในแต่ละครั้งก็จะหมุนเวียนกันไปตามหมู่บ้านของทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุในแต่ละหมู่บ้าน และมีโอกาสที่จะได้เดินทางไปเยี่ยมหรือร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุในทุกๆหมู่บ้าน ซึ่งย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแน่นอน โดยมีเทศบาลตำบลผึ่งแดด จะเป๋นผู้จัดการและสนับสนุน


นับเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุล่าสุดของจังหวัดมุกดาหาร(๒๑ ะันวาคม ๒๕๖๐) ในชื่อ "โรงเรียนโฮมบุญผู้สูงอายุตำบลผึ่งแดด" ซึ่งจากชื่อที่ตั้ง บ่งบอกถึงวัตถุประสงค์หลักและความสำคัญของกิขกรรมของผู้สูงอายุในการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายคือ คือ การทำบุญร่มกัยของผู้สูงอายุ และประชาชนในตำบลผึ่งแดด กิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ ถือว่า เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิด "บูญ" กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เป็นการดำเนินกิจกรรมสำหรับบุคคลที่มีบุญคุณต่อทุกคน เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่เป็นรูปธรรม และดำเนินการในนามของุชุมชน เป็นประโยชน์ของสาธารณะที่ควรค่าแก่การยกย่องชมเชย

Monday, December 18, 2017

เทศบาลหนองสูงใต้...คิดใหม่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตำบลหนองสูงใต้ เป็นตำบลหนึ่งของอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ติดต่อกับเขตอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ประชาชนส่วนใหย่ เป็นชนเผ่าผู้ไทย มีชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ พึ่งตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะความเป็น "เมืองสามธรรม" ของยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมจังหวัดมุกดาหาร ไม่ว่าจะเป็นทุนทางด้าน "ธรรมะ" ทุนทางด้าน "วัมธรรม" และทุนทางด้าน "ธรรมชาติ" มีอย่างครบถ้วยตามวิถีชีวิตของชนเผ่าผู้ไทย ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มั่นคงและยางนาน
(รายละเอียดเพิ่มเติม)

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ได้มีส่วนร่วมกับเทศบาลตำบลหนองสูงใต้ มาตั้งแต่ ปี 2556 เป็นต้นมา โดยบุคลากรจากวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ทำหน้าที่เป็นวิทยากรเพื่อยกร่างยุทธสาตร์การพัฒนาตำบลหนองสูงใต้ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในตำบลหนองสูงใต้ของแกนแกนนำชุมชน ที่มีความตั้งใจในการพัฒนาตำบลหนองสูงให้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้มาอย่างต่อเนื่องตลอดมาภายใต้คำขวัญของตำบลที่ว่า...




                                                "หนองสูงใต้ถิ่นผู้ไทย                         ผ้าไหมมัดหมี่สวยล้ำ                                                 แหล่งธรรมบรรพตคีรี                เขมปัตตเจดีย์สง่างาม        

 ผาขามเขียวยางเดี่ยวเด่น            ธารใสเย็นห้วยค้อต่อกระเบียน                  แสงเทียนกระทงผ่องอำไพ           ร่วมใจสุขภาพดีที่หนองแวง ”




Tuesday, December 12, 2017

โรงเรียนผู้สูงอายุ...กลไกการดูแลผู้สูงอายุที่ชุมชนเป็นเจ้าของ

วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร สถาบันอุดมศึกษา สังกัดสถาบันวิทยาลัยชุมชน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีรูปแบบแตกต่างจากสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาโดยทั่วไป คือ วิทยาลัยชุมชน เป็นของชุมชน จัดการโดยชุมชน และเพื่อชุมชนโดยแท้จริง  เพราะหลักสูตรที่ดำเนินการ ต้องมาจากความต้องการและปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง

ด้วยภารกิจและบทบาทหน้าที่จัดการศึกษาเพื่อชุมชน เป้าหมายการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ การจัดการตนเองของชุมชนในทุกปัญหาและความต้องการ

ภายใต้โครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสรัางความเข้มแข็งชุมชน ของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร กิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง คือ การจัดการความรู้เพื่อการดูแลผู้สูอายุ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาทางสังคมของประเทศไทย คือ ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่วาจะเป็นเขตเมืองหรือชนบท ภาระดังกล่าว เป็นประเด็นปัญหาที่จะต้องกาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมมือการดำเนินการ โดยมีรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับสภาพปัญหาและความเป็นไปได้ของพื้นที่ที่จะดำเนินการ (ภูมิสังคม)

การจัดการความรู้เพื่อการดูแลผู้ศุงอายุ ของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร เริ่มต้นด้วยการดำเนินกิจกรรม บนพื้นฐานของชื่อโครงการที่ว่า..."ฒ. ไม่เฒ่า" เป็นการสร้างกลไกเพื่อการจัดการปัญหาของผู้สูงอายุ ทั้งปัญหาทางด้านสุขภาพและด้านจอตใจของผู้สูงอายุ เป็นการให้ความสำคัญและแนวคิดด้านการพัฒนาที่สำคัญ คือ ทุกปัญหา ชุมชนสามารถดำเนินการ/จัดการเองได้ หากให้โอกาส และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง


การดำเนินงานพัฒนาชุมชน องค์ประกอบที่สำคัญ คือ การสร้างกลไกเพื่อการดำเนินงานให้สามารถดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาได้ กลไกดังกล่าว ต้องเป็นกลไกของประชาชนเป็นหลัก บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จริง ที่ชุมชนเป็นเจ้าของรับรู้ รับทราบและเข้าใจ กลไกดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักการทรงงานในหลวงรัชกาลที่ ๙ กล่าวคือ การดำเนินงานพัฒนาต้อง "ระเบิดจากข้างใน" ความหมายคือ การดำเนินกิจกรรมการพัฒนาชุมชน ต้องเกิดจากความต้องการและดำเนินการโดยคนในชุมชนเป็นสำคัญ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ก็ยึดหลักดังกล่าว

ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของการดำเนินการเพื่อการพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เป็นปัญหาที่ที่เกิดจากตัวผู้สูงอายุเอง คือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพกายใจของผู้สูงอายุ ที่นับวันจะมีมากขึ้น อันเนื่องมาจากสภาพร่างกายทีีทรุดโทรงตามกาลเวลาของอายุไขทีมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ เป็นปัญหาทางสังคม ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมแก้ไขปัญหา หรือร่วมดำเนินการ เพื่อบรรเทาภาระทางสังคม ที่นับวันจะมีมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านอื่นๆของสังคมหรือชุมชน นั่นคือ ภาระการดูแล การเลี้ยงดู และปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น เพื่อการการจัดการความรู้เพื่อการดูแลผู้สูงอายุเป็นระบบ จำเป็นต้องสร้างระบบการดูแลผู้สูงอายุ ให้มีความชัดเจน เพื่อการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ และควรจะเป็นระบบที่ดำเนินการโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักการสำคัญ

(๑) ระบบฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สุงอายุ จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วยเพื่อการวางแผนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำมาวางแผนในการดูแลผู้สุงอายุได้ในทุกมิติ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลด้านสถานการณ์ของผู้สูงอายุด้านความพิการ เช่น จำนวนผู้สูงอายุที่มีความพิการด้านการมองเห็น การได้ยิน/การสื่อความหมาย ด้านการเคลื่อไหวร่างกาย/พฤติกรรม ความพิการด้านจิตใจ ความพิการด้านสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติการด้านกายอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุในโอกาสต่อไป และจะบ่งชี้ไปยังหน่วยงาน/องค์กรที่รับผิดชอบได้อย่างชัดเจน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ท้องถิ่น(อบต./เทศบาล) เป็นต้น
(๒) การจัดระบบบริการสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ จะมี ๒ ลักษณะสำคัญ คือ ดำเนินการโดยชุมชนเอง และดำเนินการโดยหน่วยบริการ ตัวอย่างกิจกรรมที่ดำเนินการโดยชุมชนเอง เช่น กลุ่มกิจกรรมด้านดนตรี/วัฒนธรรม(การแสดง การถ่ายทอดภูมิปัญญา) ชมรมผู้สูงอายุ/กลุ่มผู้สูงอายุ(การถ่ายทอด ภูมิปัญญาแก่เด็ก/เยาวชน การออกกำลังการ เข้าวัดฟังธรรม เพื่อนช่วยเพื่อน การพบละแลกเปลี่ยน)  กลุ่ม อผส.(อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ มีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น บริการออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ) และกิจกรรมบริการและส่งเสริมสุขภาพโดยหน่วยบริการ เช่น กลุ่มนวดแผนไทย กลุ่มสมุนไพร กลุ่ม อสม. รพ.สต.ในพื้นที่ กองทุนหลักประกันสุขภาพ ศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน เป็นต้น
(๓) ระบบส่งเสริมอาชีพและลดรายจ่าย เป็นการดำเนินกิจกรรม เพื่อที่จะให้ผู้สูงอายุมีรายได้ หรือการลดรายจ่าย สำหรับตนเองและครอบครัว กิจกรรมที่พบเห็นในชุมชนบ่อยๆ ได้แก่ กลุ่ทอาชีพด้านต่างๆ  กลุ่มกิจกรรมด้านอาชีพ จะมีแหล่งทุนที่มีอยู่แล้วในชุมชน แหล่งทุนต่างๆในชุมชนได้แก่ กองทุนหมู่บ้าน (การลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ) สถาบันการเงินของชุนเอง (แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ) กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต(การออมและการกู้ยืมเพื่อการลงทุน) โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน(สนับสนุนเงินทุนสำหรับยืมไปประกอบอาชีพโดยไม่มีดอกเบี้ย) กลุ่มการเงินขนาดเล็ก (ให้กู้เงินเพื่อใช้เป็นทุนแก่สมาชิก) สำหรับกิจกรรมเพื่อการลดรายจ่าย เช่น ศูนย์บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร การจัดทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น

(๔) ระบบการจัดสวัสดิการสังคม ซึ่งจะมีทั้งกิจกรรมที่เป็นของชุมชนและหน่วยงาน/องค์กร เช่น อบต./เทศบาบ(บริการเบี้ยยังชีพ พัฒนาระบบข้อมูลผู้สูงอายุ กำหนดพื้นที่การให้บริการผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง) กลุ่มฌาปานกิจสงเคราะห์ (ช่วยเหลือการจัดการศพ)   
(๕) ระบบการปรับสภาพแวดล้อม  ในชุมชนทุกชุมชน มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวนมากกว่า ๑๐ คน(จำนวนขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและจำนวนหลังคาเรือนในหมู่บ้าน จะเป็นผู้ดูแลกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุท่อยู่ในสภาพติดเตียง ติดบ้านหรือติดสังคมและโดยเฉพาะเข้าไปดูแลและดำเนินการจัดสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ บทบาทขององค์กรชุมชน/คณะกรรมการหมู่บ้าน ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทราบถึงงานและกิจกรรมในพื้นที่ นอกจากนั้นอาจมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาคุรภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพของผู้สูงอายุ โดยทำหน้าที่ส่งเสริมการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาชีพและการถ่ายทอดภูมิปัญญา และดำเนินกิจกรรมอ่นๆที่เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ

ดังนั้นการดำเนินการจัดตั้งกลไกเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ผ่านกระบวนการจัดตั้ง"โรงเรียน" หรือองค์กรที่อื่นๆอื่นๆ ตามที่ชุมชนร่วมกันดำเนินการ โดยมีวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน โดยเฉพาะด้านวิชาการ ย่อมเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ ที่กำลังเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญต่อการดำเนินงานของภาคีการพัฒนาหลายๆส่วนที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่อย่างไร ประเด็นสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ หน่วยงาน/องค์กรที่มีความสำคัญสูงสุดคือ "องค์กรปกครองท้องถิ่น" ที่มีภาระหน้าที่โดยตรง โดยมีหน่วยงานต่างๆ ให้การสนับสนุนอย่างบูรณาการ


Thursday, December 7, 2017

ต้นทุนทางวัฒนธรรม...ทรัพยากรการพัฒนาต้นทุนต่ำแต่มีคุณค่าสูงสุด

มีบทสรุปและเป็นบทเรียนที่วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ร่วมดำเนินการกับชุมชนอย่างน้อย ๒ ชุมชน ในฐานะสถาบันการศึกษา ที่มีส่วนในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา และสนับสนุนการดำเนินการผ่านโครงการจัดการความรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน (Project-based) พื้นที่ที่กล่าวถึง คือ บ้านคำชะอี ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี และบ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง
สิ่งที่ทั้งสองตำบลดำเนินการเหมือนกันคือ "ชักชวนคนในชุมชน" ทำบุญตักบาตร อัตตลักษณ์ที่คิดและออกแบบเช่นเดียวกัน คือ การใช้วัฒนธรรมชนเผ่าผู้ไท ลักษณะสำคัญคือการแต่งกาย ภาษา และวิถีชวิตดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง เป็นประเด็นนำสำหรับการดำเนินการกิจกรรม นอกจากนี้ ยังมีทุนหรือทรัพยากรอื่นๆที่ชุมชนมีมากมาย ทั้งที่เป็นทุนมนุษย์ ทุนทางธรรมชาติ บนความต้องการสำคัญประการหนึ่ง คือต้องการให้คนภายนอกได้รู้จัก เข้าใจ มองเห็นความงดงาม อันจะก่อให้เกิดการยอมรับ ชื่นชนในอนาคต บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ เป็นหมู้บ้านหนึ่งของตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง แกนนำชุมชน (สภาองค์กรชถมชน) เทศบาลตำบลหนองสูง ได้มีความพยายามดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนาตำบลเพื่อตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาของชุมชน ตามแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ขอความร่วมมือจากบุคลากรวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ในฐานะสถาบันวิชาการ และวิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ได้ให้การสนับสนุนภายใต้โครงการจัดการความรู้เพื่อการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน และแกนนำชุมชน ร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ได้พยายามดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ โดยมีแนวทางสำคัญคือ การพัฒฯาทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๒-๓ ปี แต่สุดท้ายยังไม่สามารถได้คำตอบหรือชุมชนยังไม่สามารถตอบสนองหรือยอมรับว่า กิจกรรมที่ได้ดำเนินการประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย




แนวคิดหลักของกิจกรรมคือ ทำกิจกรรมที่ไม่ต้องลงทุนเป็นเงิน แต่มีความสุข หวังว่าทุกคนจะมาร่วมงาน ด้วยบรรยากาศ ใช้วิธีการชวนคนใกล้ตัว ทำให้เป็นครอบครัคุณธรรม หวังให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ "ที่ผ่านมาเราละเลยสิ่งดีงาม มุ่งแต่การก่อสร้าง มุ่งการสร้างรายได้ เราเสียงบประมาณไปมาก แต่ผลตอบแทนได้น้อยทั้งที่เป็นตัวเงินและคุณค่าทางใจที่เกิดขึ้น แต่กิจกรรมที่เราดำเนินการ ประชาชนในตำบลทุกคนพอใจ มีแต่คำชื่นชน ยกย่อง แล้วนับวันมีประชาชนมาร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นตลอดเวลา"
อีกตำบลหนึ่งที่ดำเนินการ คือ ตำบลคำชะอี บ้านคำชะอี เป็นตำบลที่ประชาชนในตำบลเป็นชนเผ่าผู้ไทเช่นเดียวกัน เป็นความพยายามของแกนนำที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ อดีตข้าราชการ ที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของบ้านคำชะอี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง วันหนึ่งก็เกิดเวทีการพูดคุยจากแกนนำบางส่วน ที่ต้องการดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว หวังเพื่อแสดงให้คนภายนอกได้เห็นถึงภูมิปัญญาที่ตนเองมี ทั้งวิถีชีวิตความเป็นชนเผ่าผู้ไทย ทั้งการแต่งกายและภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยขอความร่วมมือจากวิทยาลัยชุมชน ร่วมให้คิดเห็นหรือนำเสนอบทเรียนที่ได้ดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ
กระบวนการที่วิทยาลัยชุมชนนำไปใช้ ยังคงใช้บทเรียนเดิมคือ การค้นหาทุนของชุมชนให้เจอ ขั้นตอนต่อไปคือการค้นหาแกนนำที่เป็นผู้ดำเนินการในเบื้องต้น แล้วขั้นตอนต่อไปคือ การให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับแกนนำเพื่อการปรับความคิดและเรียนรู้เพื่อการประยุกต็ใช้ วิทยาลัยชุมชนเข้าร่วมกับชุมชนภายใต้โครงการ "การจัดการความรู้เพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน(Project-based)" และสุดท้ายก็เกิดกิจกรรมเช่นเดียวกับตำบลหนองสูงใต้ ภายใต้ชื่อกิจกรรม "คำชะอี ฮุ่งเฮือง เมืองสามธรรม" ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย กระบวนการและวิธีการของภาคประชาชนจังหวัดมุกดาหาร "ยุทธศาสตร์ มุกดาหาร เมืองสามธรรม (ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม)"
ความเห็นจาก "ยายวง เมืองฮาม สมาชิกของชุมชนบ้านคำชะอี ตำบลคำชะอี จากการจัดกิจกรรมตักบาตร เมื่อันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา
...จุดประกายแล้ว คำชะอี ฮุ่งเฮือง เมือง ๓ ธรรม บอกได้คำเดียวว่า"เยี่ยมจริงๆ" พลังมวลชนล้นหลาม ต่างก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อิ่มบุญ ทุกท่านคงเห็นวันนี้ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ เพื่อนปิยะฯประสารมาให้ไปร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมแม่เพื่อนเสียที่นครพนม ก็อยากฝากประเด็นเกี่ยวกับจุดเล็กๆบางๆที่มองเห็นเพื่อพิจารณาในที่ประชุม ๑.ถนนสายธรรมในครั้งต่อไปอยากให้เป็นถนนปลอดรถทุกชนิด จะเก็บภาพได้สวยงาม รถรับของใส่บาตรพระ เสนอให้เป็นล้อที่มีโสบเกวียนส่วนรถยนต์ไปรอรับปลายทางหรือที่ประชุมเห็นสมควรค่ะ ๒.การตั้งโต๊ะเครื่องใส่บาตรด้านหน้าเป็นจุดๆไม่สวย ปูสื่อเป็นแนวแล้วนั่งใส่บาตรจะเป็นภาพที่สวยงามมาก และการนั่งไม่ควรขาดตอนเป็นหย่อมๆ ๓.การแต่งกายชุดภูไทบ้างเสื้อขาวบ้างหลากหลายเป็นหย่อมๆก็สวยดีแต่..อยากเสนออีกแนว ก.ใส่ชุดภูไทหรือเสื้อเย็บมือทั้งหมดสลับกับ ฃ.ใส่ชุดขาวทั้งหมดและสลับกับ ค.ผ้าไหมสวยงามเพราะคำชะอีเราขึ้นชื่อว่าผ้าไหมสวย ทั้งนี้แล้วแต่ที่ประชุมจะพิจารณานะค่ะ โอกาสต่อไปจะไม่พลาดการประชุมค่ะ..."